วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ประวัติความเป็นมาเมืองเชียงคานเดิมตั้งอยู่ที่เมืองชะนะคาม ประเทศลาว ซึ่งสร้างโดยขุนคาน โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณ พ.ศ. 1400 ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2250 อาณาจักรล้านช้างแยกออกเป็นสองอาณาจักรคือ อาณาจักรหลวงพระบาง ซึ่งมีพระเจ้ากีสราชเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรเวียงจันทน์ ซึ่งมีพระเจ้าไชยองค์เว้เป็นกษัตริย์ โดยกำหนดอาณาเขตให้ดินแดนเหนือแม่น้ำเหืองขึ้นไปเป็นอาณาเขตหลวงพระบาง และใต้แม่น้ำเหืองลงมาเป็นอาณาเขตเวียงจันทน์ ต่อมาทางหลวงพระบางได้สร้างเมืองปากเหืองซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่านและทางเวียงจันทน์ได้ตั้งเมืองเชียงคาน
เดิมเป็นเมืองหน้าด่านเช่นกัน ต่อมา พ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ ตีเวียงจันทน์ได้จึงได้อันเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย และได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองไปขึ้นกับเมืองพิชัย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทยโดยยกกำลังจากเวียงจันทน์มายึดเมืองนครราชสีมา แต่ในที่สุดเจ้าอนุวงค์ถูกจับขังจนสิ้นชีวิต กองทัพไทยที่ยกมาปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมาได้ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายของลำน้ำโขงมายังเมืองปากเหืองมากขึ้น และโปรดเกล้าฯ ให้พระอนุพินาศ (กิ่ง ต้นสกุลเครือทองศรี) เป็นเจ้าเมืองปากเหืองคนแรก แล้วพระราชทานชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองเชียงคาน ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสะดมเมืองเชียงคานเดิมที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก
ครั้งต่อมา เห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส ทำให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคานหรืออำเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคานใหม่ ได้ตั้งที่ทำการอยู่บริเวณวัดธาตุ เรียกว่าศาลาเมืองเชียงคาน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริเวณวัดโพนชัย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เมืองเชียงคานซึ่งมีพระยาศรีอรรคฮาด (ทองดี ศรีประเสริฐ) ได้รับตำแหน่งนายอำเภอเชียงคานคนแรก ต่อมาปี 2484 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้


หมู่เกาะมัลดีฟส์ (Maldives) เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศศรีลังกา ประมาณ 700 กิโลเมตร ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ หมู่เกาะมัลดีฟส์เกิดขึ้นมาจากการทับถมของหินประการัง ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์จะเป็นเกาะเล็กๆ กระจัดกระจายประมาณ 1,192 เกาะ ซึ่งมีคนอยู่อาศัยอยู่ทั้งหมด 250 เกาะ โดยหมู่เกาะเล็กๆนั้นจับกลุ่มกันอยู่เป็นรูปวงแหวนที่เรียกว่า อะตอล (Atoll) ซึ่งมีทั้งหมด 26 อะตอล 
ประเทศมัลดีฟส์เป็นประเทศที่นับได้ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในทวีปเอเชีย ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรและขนาดพื้นที่ และยังถือเป็นประเทศที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่เตี้ยที่สุดในโลกอีกด้วย จุดที่สูงที่สุดแค่ประมาณ 2.3 เมตรจากน้ำทะเล
การเดินทางไปเที่ยวมัลดีฟส์ไม่ยากเลยค่ะแถมยังไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากด้วย ตอนนี้สายการบินหลักๆจากกรุงเทพฯไปมัลดีฟส์ คือ 1) Bangkok Airways 2) Singapore Airlines 3) Srilankan Airlines 4) Malaysia Airlines โดยสายการบินส่วนใหญ่จะมีการแวะต่อเครื่อง เวลาเดินทางโดยประมาณจากกรุงเทพฯ ก็เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 -8 ชั่วโมง
สนามบินนานาชาติของมัลดีฟส์จะตั้งอยู่บนเกาะในมาเล่ อะตอล (Male’) ซื่งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของมัลดีฟนั่นก็คือ มาเล่ การเดินทางจากสนามบินไปยังเกาะต่างๆก็สามารถเลือกได้โดยการใช้ เรือด่วน (Speed boat) หรือ เครื่องบินน้ำ (Sea Plane) โดยดูจากแผนที่น่าจะพอได้ไอเดียว่า รีสอร์ทบนหมู่เกาะมัลดีฟส์นี่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้นก็จะต้องวางแผนการเดินทางให้ดี เพราะเวลาการเดินทางอาจจะเริ่มจาก 20 นาทีถึงเกาะ หรือ เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว
นอกจากการพักผ่อนชิลล์ๆริมชายหาด ทอดสายตาออกไปในมหาสมุทรอันแสนใกลจากที่พักอันแสนจะรื่นรมย์ ซึมซับธรรมชาติให้ชุ่มปอดแล้ว กิจกรรมไฮไลท์ที่นี่ก็คือการชมประการัง ด้วยการดำน้ำไม่ว่าจะเป็น การดำน้ำบนผิวน้ำแบบ Snorkel Diving หรือ ดำน้ำลึกแบบ Scuba Diving ซึ่งจะเป็นหนึ่งในสุดยอดประสบการณ์ชีวิตของคนรักการท่องเที่ยวเลยทีเดียว ถ้าหากไม่ดำน้ำว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งแรงก็ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ เพราะมีกิจกรรมอื่นๆอีก (แล้วแต่รีสอร์ทที่พัก) เช่น นั่งเรือไปชมฝูงปลาโลมา หรือพายเรือแคนนู เล่นเรือใบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่าสิ่งที่รออยู่ในมัลดีฟส์ก็การพักผ่อนโดยการหลีกหนีความวุ่นวายและปล่อยใจให้หลงไปอยู่ในความงามของธรรมชาติและท้องทะเลอย่างแท้จริง




เกาะเต่า เป็นเกาะที่มีพื้นที่อยู่ในฝั่งของทะเลอ่าวไทย และอยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะของเกาะเต่า จะมีลักษณะที่โค้งเว้า เหมือนกับเมล็ดถั่ว ซึ่งเกาะเต่า จะตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ เกาะพงัน จ.สุราษฏร์ธานี ระยะทางจากเกาะพงันถึงเกาะเต่า ประมาณ 45 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 21 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 1,723 คน นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกับเกาะเต่ายังมีเกาะนางยวนซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ด้านตะวันตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเต่า มีสันทรายเชื่อมต่อกับเกาะเต่าในลักษณะเหมือนทะเลแหวก เป็นแหล่งดำน้ำชมปะการังอีกแห่งหนึ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวของเกาะเต่า

  • สวนหิน จปร.
  • แหลมตาโต๊ะ
  • อ่าวลึก
  • กองหินเขียว
  • เกาะกงทรายแดง
อำเภอเกาะพะงัน ตั้งอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอำเภอที่มีพื้นที่น้อยที่สุดของจังหวัด ตั้งอยู่ในอ่าวไทย ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเกาะสมุยประมาณ 15 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ คือ เกาะพะงัน มีพื้นที่ 168 ตารางกิโลเมตร และเกาะเต่า มีพื้นที่ 25 ตารางกิโลเมตร (รวม 193 ตารางกิโลเมตร)

ลักษณะภูมิอากาศ

เกาะพะงันได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้ง 2 ด้าน คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ฤดูกาลแบ่งออกเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน
  • ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงปลายลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศจะคลายความชุ่มชื้น ประกอบกับมีกระแสน้ำอุ่นพัดจากทะเลจีนใต้ ทำให้มีฝนตกน้อยและอุณหภูมิสูงขึ้น แต่คลื่นลมสงบ น้ำทะเลใส เหมาะแก่การท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง
  • ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมกราคม สำหรับช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกชุกไปจนถึงเดือนมกราคมของทุกปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน มีจำนวนวันที่ฝนตกโดยเฉลี่ยถึง 20.2 วันต่อเดือน ปริมาณน้ำฝน 1,919.2 มิลลิเมตรต่อปี
  • การปกครองส่วนภูมิภาค

    อำเภอเกาะพะงันแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล 17 หมู่บ้าน ได้แก่
        
    1.เกาะพะงัน(Ko Pha-ngan)8 หมู่บ้าน
    2.บ้านใต้(Ban Tai)6 หมู่บ้าน
    3.เกาะเต่า(Ko Tao)3 หมู่บ้าน
     แผนที่

    การปกครองส่วนท้องถิ่น

    ท้องที่อำเภอเกาะพะงันประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่
    • เทศบาลตำบลเกาะพะงัน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเกาะพะงันและบางส่วนของตำบลบ้านใต้
    • เทศบาลตำบลบ้านใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านใต้ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเกาะพะงัน)
    • เทศบาลตำบลเพชรพะงัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเกาะพะงัน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเกาะพะงัน)
    • เทศบาลตำบลเกาะเต่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเกาะเต่าทั้งตำบล
อำเภอเกาะสมุย เป็นอำเภอที่มีสภาพเป็นหมู่เกาะในอ่าวไทยอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ 1 ใน 3 เป็นที่ราบซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งทางฝั่งทะเลอ่าวไทย อำเภอเกาะสมุยมีพื้นที่ของเกาะต่าง ๆ รวมกันรวมประมาณ 252 ตารางกิโลเมตร เฉพาะตัวเกาะสมุยเองมีพื้นที่ประมาณ 228 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศไทยรองจากเกาะภูเก็ตและเกาะช้าง

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอเกาะสมุยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 39 หมู่บ้าน ได้แก่
1.อ่างทอง(Ang Thong)6 หมู่บ้าน
2.ลิปะน้อย(Lipa Noi)5 หมู่บ้าน
3.ตลิ่งงาม(Taling Ngam)5 หมู่บ้าน
4.หน้าเมือง(Na Mueang)5 หมู่บ้าน
5.มะเร็ต(Maret)6 หมู่บ้าน
6.บ่อผุด(Bo Phut)6 หมู่บ้าน
7.แม่น้ำ(Mae Nam)6 หมู่บ้าน
   แผนที่
เดิมเกาะสมุยมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งปลูกมะพร้าว ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศที่ชาวต่างประเทศนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว มีร้านค้า โรงแรม และสถานบันเทิงต่าง ๆ มากมาย หาดที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนเกาะสมุย คือ หาดเฉวง บริเวณชายหาดยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ถ้าได้ลงมือเดินตั้งแต่ต้นหาดจนกระทั่งถึงปลายหาดจะใช้เวลาประมาณถึง 2 ชั่วโมง เพราะการเดินบนผืนทรายไม่เหมือนการเดินบนพื้นดินปรกติ หาดที่มีความสวยงามเป็นอันดับรองลงมา คือ หาดละไม หาดเชิงมนต์ แหลมโจรคร่ำ หาดท้องยาง หาดหน้าทอน หาดพังกา และหาดตลิ่งงาม
คำซ้ำ หมายถึง คำที่ออกเสียงซ้ำคำเดิมให้ต่อเนื่องกันโดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) เติมหลังคำ คำที่ซ้ำเสียงอาจจะมีความหมายคงเดิมหรือแตกต่างกันไปจากเดิมขึ้นอยู่กับความหมายของคำและบริบทที่ประกอบ
1. วิธีสร้างคำซ้ำ สามารถสร้างได้หลายวิธี ได้แก่
    1.1 นำคำในภาษาไทยทุกชนิด ทั้งนาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ บุพบท สันธาน อุทาน มาซ้ำเสียงได้ทั้งหมด เช่น เด็กๆ เธอๆ หลับๆ ต่ำๆ ใกล้ๆ ราวๆ โฮๆ เป็นต้น
    1.2 นำคำซ้อนมาออกเสียงซ้ำๆ เช่น สวยๆ งามๆ งกๆ เงิ่นๆ เตาะๆ แตะๆ เลียบๆ เคียงๆ เป็นต้น
2. ความหมายของคำซ้ำ คำซ้ำแต่ละคำมีความหมายเฉพาะคำแตกต่างกันไปมากมาย
    2.1 ความหมายแสดงพหูพจน์ เช่น
        เด็กๆ กำลังเล่นฟุตบอล
        พี่ๆ ให้ของขวัญแก่น้อง
    2.2 ความหมายแสดงการแยกเป็นส่วนๆ มักเป็นลักษณนาม เช่น
        คุณแม่หั่นหมูเป็นชิ้นๆ
        วิชุดาล้างจานให้สะอาดเป็นใบๆ สิ
    2.3 ความหมายเน้นหรือเพิ่มน้ำหนักความหมายให้ชัดเจนขึ้น อาจเปลี่ยนเสียงส่วนหน้าเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรีเพื่อเน้นความหมายให้เด่นชัดหรือมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
        เดินดีๆ ระวังรถด้วยนะ
        สุชาติลาพักร้อน 1 สัปดาห์เต็มๆ
        นางแบบคนนี้หุ่นดี๊ดี
        ฉันเกลี๊ยดเกลียดคนโกหก
    2.4 ความหมายเบาลงหรือลดน้ำหนักความหมายลง เช่น
        เขายังเคืองๆ เธออยู่นะ
        ฝีมือวาดรูปของเขาคล้ายๆ พ่อ
        เราสองคนกำลังคบๆ กันอยู่
    2.5 ความหมายไม่เจาะจงหรือไม่กำหนดแน่นอน
        อะไรๆ ฉันก็กินได้
        บ้านฉันอยู่แถวๆ เอกมัย
        ผ้าดีๆ อย่างนี้หาซื้อยากนะ
    2.6 ความหมายเปลี่ยนไปเป็นสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ เช่น
        ปุรยวีร์ล้างผักแบบลวกๆ (หยาบ, ไม่สะอาด)
        ไปๆ มาๆ เขาก็ต้องไปเป็นเพื่อนเธอ (ในที่สุด)
3. ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำซ้ำ การสร้างคำซ้ำและการใช้คำซ้ำให้ถูกต้องนั้น ผู้ใช้ควรคำนึงถึงลักษณะของคำซ้ำ ซึ่งมีข้อสังเกตดังนี้
    3.1 คำบางคำสามารถใช้ได้ทั้งรูปคำโดด และคำซ้ำ แต่ถ้าเป็นคำซ้ำที่ใช้ในบริบทเดียวกันจะให้ภาพพจน์ได้ดีกว่า เช่น
        เขาเปียกฝนนั่งสั่นงั่ก
        เขาเปียกฝนนั่งสั่นงั่กๆ
        ประโยค 1 และประโยค 2 แม้จะมีความหมายเหมือนกัน แต่ประโยค 2 ให้ภาพพจน์ทำให้กระทบใจผู้รับสารได้ดีกว่า
    3.2 คำซ้ำคำเดียวกัน อยู่ในบริบทต่างกัน ความหมายอาจต่างกัน เช่น
        ขณะที่ฟุตบอลกำลังสนุก สถานีโทรทัศน์กลับตัดเข้าโฆษณาเฉยๆ (ตัดภาพเป็นโฆษณาทันที)
        เขาปล่อยที่ไว้เฉยๆ ไม่ปลูกอะไรเลย (ทิ้งไว้อย่างนั้น)
    3.3 คำซ้ำเป็นคำสรรพนามและิวิเศษณ์ เช่น ใคร อะไร ไหน เป็นต้น จะมีใจความที่ไม่เจาะจง และจะใช้ ก็ ประกอบข้อความด้วยเสมอ เช่น
        ใครๆ ก็ชอบฟังเพลง
        ที่ไหนๆ ก็ไม่สุขใจเท่าบ้านของเรา
        ไม่ว่าดอกไม้อะไรๆ ที่สวนแห่งนี้ก็สวยมาก
    3.4 การอ่านคำซ้ำหรือข้อความที่มีเครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) ประกอบ ต้องพิจารณาว่าจะอ่านซ้ำคำหรือกลุ่มคำ เช่น
        วันไหนๆ เราก็มีความสุขได้ (อ่านว่า วัน-ไหน-ไหน)
คำซ้อน (บาง ทีเรียก คำคู่) คือ คำที่มีคำเดี่ยว 2 คำ อันมีความหมายหรือ เสียงคล้ายกันใกล้เคียงกันหรือ เป็นไปในทำนองเดียวกัน ซ้อนเข้าคู่กัน เมื่อซ้อนแล้วจะมีความหมายใหม่เกิดขึ้น หรือมีความหมายและที่ใช้ต่างออกไปบ้าง คำซ้อนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คำซ้อนเพื่อความหมาย และ คำซ้อนเพื่อเสียง

เจตนา ในการซ้อนคำก็เพื่อให้ได้คำใหม่ มีความหมายใหม่ ถ้าซ้อนเพื่อความหมาย ก็มุ่งที่ความหมายเป็นสำคัญ ถ้าซ้อนเพื่อเสียง ก็มุ่งที่เสียงเป็นสำคัญ


ลักษณะคำซ้อนเพื่อความหมายที่เป็นคำไทยซ้อนกับคำภาษาอื่นส่วน มากเป็นคำภาษาบาลีสันสกฤตและเขมร เพื่อประโยชน์ในการแปลความหมายด้วยในการสร้างคำใหม่ด้วยดังกล่าวแล้ว คำที่มาซ้อนกันจึงต้องมีความหมายคล้ายกันเมื่อซ้อนแล้วความหมายมักไม่ เปลี่ยนไป คำซ้อนลักษณะนี้มีดังนี้

  1. คำไทยกับคำบาลีสันสกฤต ได้แก่ ซากศพ (ศพ จาก ศว สันสกฤต) รูปร่าง โศกเศร้า ยวดยาน ทรัพย์สิน (ทรัพย์ จาก ทฺรวฺย สันสกฤต) ถิ่นฐาน จิตใจ ทุกข์ยาก

  2. คำไทยกับคำเขมร ได้แก่ แสวงหา เงียบสงัด เงียบสงบ ถนนหนทาง สะอาดหมดจด ยกเลิก เด็ดขาด

  3. คำภาษาอื่นซ้อนกันเอง
    • คำบาลีกับสันสกฤตซ้อนกันเอง ได้แก่

    • อิทธิฤทธิ์ (อิทฺธิ บ. + ฤทฺธิ ส.)

    • รูปพรรณ (รูป บ.ส. + พรรณ จาก วรฺณ ส.)

    • รูปภาพ (รูป + ภาพ บ.ส.)

    • ยานพาหนะ (ยาน + วาหน บ.ส.)

    • ทรัพย์สมบัติ (ทฺรวฺย ส. + สมฺปตฺติ บ.ส.)

  4. คำเขมรกับบาลีสันสกฤต ได้แก่ สุขสงบ สรงสนาน เสบียงอาหาร

  5. คำเขมรกับเขมร ได้แก่ สะอาดสอาง สนุกสบาย เลิศเลอ สงบเสงี่ยม